Open Call: Monsoon School #2 - Field as Method
Monsoon School #2
Open Call: ภาคสนามในฐานะวิธีการ (Field as Method)
'Monsoon School #2: ภาคสนามในฐานะวิธีการ' คือโปรแกรมภาคสนามระยะเวลา 8 วันในจังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอเชียงของ ประเทศไทย ที่สำรวจว่าระยะทาง มาตราส่วน และตำแหน่งแห่งที่ (Positionality) หล่อหลอมสิ่งที่เราสังเกต การรับรู้ และความสามารถในการลงมือทำได้อย่างไร ผ่านการเชื่อมโยงระหว่างองค์ความรู้ที่สร้างขึ้นโดยชุมชน การเปลี่ยนแปลงเชิงสังคมและนิเวศวิทยาของแม่น้ำโขง และโลกเชิงพื้นที่ของสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ ผู้เข้าร่วมจะได้ฝึกฝนวิธีทำความเข้าใจและมีส่วนร่วมกับภาคสนามในระดับที่แตกต่างกัน ในขณะที่ยังคงใส่ใจต่อสิ่งที่อยู่นอกเหนือขอบเขตการมองเห็นของเรา
ด้วยความร่วมมือระหว่าง Book Re:public, วรงค์ วงศ์ลังกา, Wo-Men Work, กลุ่มรักษ์เชียงของ และลุงเมือง ศรีสม 'Monsoon School #2: ภาคสนามในฐานะวิธีการ' เชิญชวนผู้ปฏิบัติงานจากประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สมัครเข้าร่วมเพื่อเรียนรู้และแลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกัน
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ ภาพรวมของ Monsoon School และ Monsoon School #1
เมื่อก้าวออกจากห้องเรียนไปสู่ภาคสนาม เราจะกำหนดความสนใจของตนเองอย่างไรเมื่อต้องพบเจอสิ่งต่าง ๆ มากมาย เราจะจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของตัวเราให้ใกล้หรือไกลเพียงใดจากสิ่งที่เราสังเกต เราเลือกที่จะมองในมาตราส่วนใด และมีอะไรบ้างที่จะปรากฏให้เห็นหรือถูกมองข้ามจากการเลือกนั้น
'Monsoon School #2: ภาคสนามในฐานะวิธีการ' ตั้งอยู่ในอำเภอเชียงของ บนฝั่งแม่น้ำโขงของไทย ตรงข้ามกับประเทศลาว โดยมีภูมิทัศน์ข้ามพรมแดนร่วมกัน Monsoon School #2 เป็นโปรแกรมที่มองภาคสนามไม่ใช่ในฐานะพื้นที่ซึ่งมีขอบเขตชัดเจนเพื่อการบันทึกข้อมูล แต่เป็นกลุ่มพลวัตของความสัมพันธ์ทางนิเวศวิทยา การเมือง สังคม และมิติอื่น ๆ ที่มากกว่ามนุษย์ ซึ่งก้าวข้ามขอบเขตของสถานที่ใดสถานที่หนึ่งอยู่เสมอ การเคลื่อนตัวผ่านพื้นที่ภาคสนามนี้จะปรับเปลี่ยนตำแหน่งแห่งที่ของผู้ปฏิบัติงานอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเรียกร้องให้เกิดการต่อรองทั้งในมิติของระยะห่าง มาตราส่วน และจุดยืนของผู้มองอย่างต่อเนื่อง
ก่อนออกเดินทางไปเชียงของ ผู้เข้าร่วมจะเริ่มต้นด้วยการสำรวจจุดยืนของตนเองผ่านกิจกรรมที่จัดขึ้นโดย Book Re:public โดยการนำประวัติศาสตร์ส่วนตัวมาวางเคียงกับประวัติศาสตร์เชิงสังคม - การเมืองที่กว้างขึ้น เพื่อเผยให้เห็นว่าประสบการณ์ในชีวิตของผู้เข้าร่วมแต่ละคนหล่อหลอมสิ่งที่พวกเขาสังเกตเห็น และวิธีที่พวกเขาตีความสิ่งเหล่านั้นอย่างไร ก่อนเข้าสู่พื้นที่ภาคสนามใหม่ เราเชิญชวนให้ผู้เข้าร่วมทบทวนถึงมุมมอง ความคาดหวัง สมมติฐาน และจุดบอดที่อาจมีอยู่ที่พวกเขานำติดตัวมา และทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการสำรวจและตั้งคำถาม
จากนั้น เมื่อมาถึงเชียงของ ผู้เข้าร่วมจะได้รับการแนะนำจาก Wo-Men Work และกรอบแนวคิด 'ข้ามมาตราส่วน' (Transcalar) ของพวกเขา ซึ่งเป็นการนำแนวคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนมุมมองของการจัดเฟรมภาพยนตร์ ตั้งแต่ภาพมุมกว้าง ไปสู่ภาพระยะกลาง จนถึงภาพระยะใกล้มาปรับใช้ แนวคิดนี้จะชี้ให้ผู้เข้าร่วมเห็นถึงการเคลื่อนย้ายไปมาระหว่างมิติที่ใกล้ชิด ในระดับอาณาเขต และในระดับโลก การคิดแบบข้ามมาตราส่วนไม่ใช่เพียงการซูมเข้าและออก แต่เป็นการเคลื่อนที่ข้ามกรอบอ้างอิงที่แตกต่างกัน และมาตราส่วนที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ระดับจุลภาค (ดิน น้ำ แมลง พื้นผิว เสียง) ไปสู่ระดับอาณาเขต (หมู่บ้าน ระบบแม่น้ำ โครงสร้างพื้นฐาน พรมแดน) ไปจนถึงระดับโลก (วัฏจักรมรสุม ระบบภูมิอากาศ อุทกการเมือง) ผู้เข้าร่วมจะเริ่มทำงานบนกรอบอ้างอิงตามมาตราส่วนเฉพาะ จากนั้นจึงแปลงเกณฑ์ดังกล่าวไปเป็นแนวทางการสังเกตที่สอดคล้องกับสถานที่เฉพาะ เพื่อสร้างชิ้นส่วน 3 ชิ้นในระดับมาตราส่วนที่แตกต่างกัน โดยพัฒนาผ่านสื่อรูปแบบต่าง ๆ และนำมาประกอบร่วมกันในภายหลังโดยใช้หลักการของการจัดลำดับและการตัดต่อ
การสำรวจมาตราส่วนที่แตกต่างกันนี้ดำเนินการผ่านสองแนวทางที่เสริมกันซึ่งมีจุดยึดโยงอยู่ที่เชียงของ คือ การมีส่วนร่วมของกลุ่มรักษ์เชียงของกับลุ่มแม่น้ำโขงในฐานะอาณาเขตเชิงสังคม - นิเวศวิทยาและการเมือง และความสนใจของวรงค์ วงศ์ลังกา ที่มีต่อโลกเชิงพื้นที่อันใกล้ชิดซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่น ๆ ในป่าชุมชนบ้านม่วงชุมที่อยู่ใกล้เคียง โดยมีลุงเมือง ศรีสม ผู้ดูแลป่าคอยนำทาง
‘กลุ่มรักษ์เชียงของ’ จะแนะนำผู้เข้าร่วมให้รู้จักระเบียบวิธีวิจัยแบบไทยบ้าน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอันยาวนานของกลุ่มต่อลุ่มน้ำโขง ด้วยการทำงานในระดับลุ่มน้ำ ผู้เข้าร่วมจะตรวจสอบว่าชุมชนท้องถิ่นกลายเป็นผู้ผลิตความรู้ที่กระตือรือร้นแทนที่จะเป็นเพียงวัตถุในการศึกษาได้อย่างไร และองค์ความรู้ที่ชุมชนสร้างสามารถกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองได้อย่างไร ผ่านการสนับสนุน การรณรงค์ การดำเนินการร่วมกันในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางนิเวศวิทยา และความท้าทายทางการเมืองที่ดำเนินอยู่ทั่วภูมิภาคแม่น้ำโขง
จากนั้นผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้วิชา ‘การจัดภูมิทัศน์เพื่อเอื้อต่อการอยู่อาศัยของสัตว์ป่า’ ของ วรงค์ วงศ์ลังกา ซึ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์เชิงนิเวศวิทยาอันใกล้ชิดของพื้นที่ริมแม่น้ำเชียงของ ผ่านการสังเกตสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ต่าง ๆ ในช่วงเวลาที่หลากหลายตลอดวัน ผู้เข้าร่วมจะได้สำรวจว่า การเปลี่ยนแปลงของแสง ความชื้น การไหลของน้ำตามฤดูกาลและสภาพแม่น้ำสามารถส่งผลต่อการปรากฏตัวของสัตว์ตามตลิ่ง ชั้นเรือนยอดไม้ และแนวรอยต่อพื้นที่ชุ่มน้ำได้อย่างไร กระบวนการนี้จะเผยให้เห็นภูมิทัศน์ผ่านมุมมองเชิงพื้นที่ของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่น แทนที่จะมองผ่านมิติการรับรู้ของมนุษย์เพียงอย่างเดียว
ผ่านการเคลื่อนที่ข้ามระยะทาง มาตราส่วน และตำแหน่งแห่งที่ 'Monsoon School #2: ภาคสนามในฐานะวิธีการ' ชวนตั้งคำถามว่าพื้นที่มีอิทธิพลต่อสิ่งที่เรามองเห็นอย่างไร ภาคสนามตั้งคำถามต่อจุดยืนที่เรามองสิ่งต่าง ๆ อย่างไร และท้ายที่สุด โปรแกรมนี้พิจารณาว่าสถานที่แห่งหนึ่งก่อตัวขึ้นในฐานะ ‘องค์ความรู้’ ได้อย่างไร สถานที่ถูกรับรู้ ตีความ และตอบสนองจากจุดไหน ด้วยมาตราส่วนระดับใด จากจุดยืนของใคร และมาพร้อมกับความรับผิดชอบในมิติใดบ้าง แทนที่จะพยายามสำรวจหรือบันทึกพื้นที่ของภาคสนามให้ได้อย่างครบถ้วน เราอยากเชิญชวนให้ผู้เข้าร่วมทบทวนถึงขอบเขตและข้อจำกัดของพื้นที่แห่งนั้น สิ่งใดที่ไม่อาจมองเห็น ไม่อาจได้ยิน หรือไม่อาจบันทึกไว้ได้ ใครหรืออะไรที่อยู่นอกขอบเขตแห่งการรับรู้นั้น และเราจะตอบสนองต่อสิ่งเหล่านั้นอย่างไร โดยไม่กล่าวอ้างว่าเราเข้าใจสิ่งเหล่านั้นอย่างสมบูรณ์
นิทานพื้นบ้านของชาวขมุที่เล่าขานในเชียงของ ชื่อเรื่องว่า 'เก้งกับนกฮูก' มีอิทธิพลต่อ 'Monsoon School #2: ภาคสนามในฐานะวิธีการ'
เรื่องราวเริ่มต้นในเช้าฤดูร้อน เมื่อนกฮูกชวนเก้งมาจับปลาด้วยกัน พวกมันเปลี่ยนกิจกรรมเป็นการแข่งขันและเลือกสถานที่แยกกันตามริมแม่น้ำ เก้งเลือกเนินทรายกว้างริมน้ำและในไม่ช้าก็จับปลา กุ้ง และสัตว์น้ำอื่น ๆ ได้จำนวนมาก ส่วนนกฮูกที่อยู่เหนือน้ำขึ้นไป จับอะไรไม่ได้เลย ทั้งหิวและอิจฉา นกฮูกจึงบอกเก้งว่าอีกส่วนหนึ่งของแม่น้ำเต็มไปด้วยปลา เก้งรีบไปที่นั่นและทิ้งสิ่งที่จับได้เอาไว้ เมื่อเขาพบว่าถูกนกฮูกหลอก เขาจึงกลับมาและพบว่าเกือบทุกอย่างหายไปหมดแล้ว
ด้วยความโกรธ เก้งกระทืบกีบเท้าและทำให้เถาฟักทองขาดโดยไม่ตั้งใจ ฟักทองกลิ้งเข้าหม้อหุงข้าว นกตกใจคว่ำคันไถ งูไปรบกวนบ้านของมดและปลวก หมูป่าทำให้ค้างคาวตื่นตกใจ ช้างชนต้นไม้ และกิ่งที่หักตกลงมาทำให้พญานาคน้อยในแม่น้ำบาดเจ็บ
แม่พญานาคออกมาจากแม่น้ำเพื่อหาว่าใครเป็นคนรับผิดชอบเรื่องนี้ โดยเริ่มจากกิ่งไม้ที่ตกมา และสืบย้อนเหตุการณ์ผ่านภูมิประเทศ กิ่งไม้ชี้ไปที่ช้าง ช้างชี้ไปที่ค้างคาว ค้างคาวชี้ไปที่ต้นกล้วย ต้นกล้วยชี้ไปที่หมูป่า หมูชี้ไปที่มดและปลวก และพวกมันชี้ต่อไปที่งู ห่วงโซ่เหตุการณ์ดำเนินต่อไปผ่านคันไถ ไก่ป่า หญิงชรา หม้อ ฟักทอง และเก้ง ในที่สุดก็นำกลับไปหานกฮูก ขณะที่สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ทั้งหมดสามารถอธิบายได้ว่าตัวเองเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างไร นกฮูกกลับไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าการหลอกลวงครั้งแรกของมันเป็นต้นเหตุเรื่องราวทั้งหมด พญานาคจึงเอาดวงตาของมันไปชดใช้ความเสียหายที่เกิดกับลูกของเธอ นกฮูกแทนที่ตาของมันด้วยเมล็ดพืช และตั้งแต่นั้นมาก็มองเห็นได้เฉพาะในความมืด นั่นคือเหตุผลที่นกฮูกมองเห็นในเวลากลางคืน
เรื่องนี้ดัดแปลงจาก 'เก้งและนกฮูกในองค์ความรู้ของขมุ' (The Barking Deer and the Owl on Khmu Knowledge) รวบรวมและแปลเป็นภาษาอังกฤษในปี พ.ศ. 2559 โดย Lara Kingston และ Chak Kineesee นักวิจัยนกที่โฮงเฮียนแม่น้ำของ (The Mekong School) อ้างอิงถึงคู่มือสิ่งแวดล้อมศึกษา: นิทานธรรมชาติ โดยบำเพ็ญ ไชยรักษ์ นิทานนี้ทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นที่สะท้อนถึงการพึ่งพาอาศัยกันทางนิเวศวิทยา โดยเริ่มต้นด้วยคำถามว่ามีอะไรที่ยังคงอยู่นอกเหนือขอบเขตการมองเห็นของเรา
- Monsoon School #2 เปิดรับผู้เข้าร่วมทั้งหมด 10 ท่าน โดยเปิดรับสมัครศิลปิน ภัณฑารักษ์ สถาปนิก นักออกแบบ นักวิจัย ผู้ทำงานด้านวัฒนธรรม และผู้ปฏิบัติงานสร้างสรรค์ในสาขาอื่น ๆ ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับพื้นที่ ภูมิทัศน์ ชุมชน และระเบียบวิธีเชิงพื้นที่จากทั่วประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- โปรแกรมเริ่มต้นด้วยวันแนะนำโครงการที่ Monsoon School ณ deCentral เชียงใหม่ ก่อนเดินทางไปเชียงของ ผู้เข้าร่วมจะพักอยู่ที่เชียงของก่อนจะกลับมาเชียงใหม่เพื่อสรุปและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน
- โครงการสนับสนุนการเดินทางไป - กลับระหว่างเชียงใหม่และเชียงของ รวมถึงดูแลค่าที่พักและค่าเบี้ยเลี้ยงรายวันในเชียงใหม่และเชียงของ ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมต้องรับผิดชอบค่าเดินทางมายังจังหวัดเชียงใหม่ในวันที่ 9 ตุลาคม 2569 และการเดินทางกลับจากเชียงใหม่ในวันที่ 18 ตุลาคม 2569 ด้วยตนเอง
ผู้เข้าร่วมจะได้รับการคัดเลือกตามเกณฑ์ต่อไปนี้:
- ความเกี่ยวข้องของการปฏิบัติงานหรือการวิจัยกับประเด็นหลักและระเบียบวิธีของ Monsoon School มีแรงจูงใจที่ชัดเจนในการเข้าร่วมโครงการ และมีความเปิดกว้างที่จะพัฒนาการปฏิบัติงานของตนผ่านการเรียนรู้ร่วมกัน การสืบค้นภาคสนาม และการคิดเชิงวิพากษ์
- มีความมุ่งมั่นต่อการเรียนรู้ด้วยตัวเองและการเรียนรู้ร่วมกัน รวมถึงการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในเวิร์กช็อป การอภิปราย และกิจกรรมภาคสนาม
- มีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวได้ดี และความเต็มใจที่จะทำงานในสภาวะภาคสนามที่เปลี่ยนแปลง และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้
- สามารถเข้าร่วมโครงการได้ตลอดระยะเวลา ตั้งแต่วันที่ 10 – 17 ตุลาคม พ.ศ. 2569
- ยินดีเข้าร่วมเวิร์กช็อป การอภิปราย และกิจกรรมภาคสนาม
- มีทักษะภาษาอังกฤษเพียงพอสำหรับการอภิปรายกลุ่มและกิจกรรมต่าง ๆ ของโครงการ อาจมีบริการล่ามสำหรับบางกิจกรรม
หมดเขตรับสมัคร: วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2569
กรุณากรอกแบบฟอร์มลงทะเบียน: Monsoon School #2 Application Form
เราขอให้ผู้สมัครตอบคำถามดังต่อไปนี้:
- จดหมายแสดงความสนใจ เหตุใดคุณจึงต้องการเข้าร่วม 'Monsoon School #2: ภาคสนามในฐานะวิธีการ' ด้วยแนวทางการทำงานของคุณในปัจจุบัน อะไรคือสิ่งที่คุณคาดหวังว่าจะได้ตั้งคำถาม พัฒนา หรือเรียนรู้ผ่านโครงการนี้ (ความยาวไม่เกิน 300 คำ)
- การทำงานภาคสนาม (Fieldwork) มีประวัติศาสตร์ยาวนานและเป็นที่ถกเถียงในแวดวงมานุษยวิทยาและสังคมศาสตร์อื่น ๆ และถูกนำมาปรับใช้มากขึ้นในการปฏิบัติงานทางศิลปะและวัฒนธรรมในประเทศไทยและที่อื่น ๆ ช่วยยกตัวอย่างและอธิบายถึงศิลปิน ผู้ปฏิบัติงาน คอลเลกทีฟ หรือโครงการที่ใช้แนวทางการทำงานเชิงภาคสนาม ที่เปิดมุมมองให้คุณหันมาทบทวนเกี่ยวกับความหมายของ ‘การทำงานภาคสนาม’ ใหม่ และในกระบวนการทำงานของพวกเขานั้นมีคุณค่าอย่างไร และกระบวนการดังกล่าวยังแสดงให้เห็นถึงข้อจำกัด ความตึงเครียด หรือประเด็นท้าทายทางจริยธรรมและระเบียบวิธีวิจัยอย่างไรบ้าง? (ความยาวไม่เกิน 500 คำ)
- ‘ความไม่รู้’ มีความสัมพันธ์กับคุณอย่างไร ช่วยอธิบายถึงช่วงเวลาในกระบวนการทำงานของคุณ เมื่อความไม่แน่นอน ความรู้ที่ไม่คุ้นเคย หรือการเผชิญหน้ากับสิ่งที่คุณไม่สามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีที่คุณสังเกต การทำงาน หรือการลงมือทำของคุณ (ความยาวไม่เกิน 300 คำ)
- ประวัติย่อ
- แฟ้มผลงานหรือตัวอย่างผลงาน
*คำตอบเป็นลายลักษณ์อักษรแต่ละข้อควรมีความยาวไม่เกิน 500 คำ และต้องส่งเป็นภาษาอังกฤษ สำหรับคำถามที่ 2 หรือ 3 หากผู้สมัครต้องการเลือกตอบคำถามในรูปแบบอื่น เช่น ภาพ เสียง วิดีโอ หรือสื่อผสม กรุณาแนบลิงก์ที่เข้าถึงได้ไปยังไฟล์ของคุณ
ข้อมูลสำคัญ
การเปิดรับสมัคร
ระยะเวลาดำเนินกิจกรรม Monsoon School #2: 10 – 17 ตุลาคม พ.ศ.2569 (8 วันต่อเนื่อง ไม่รวมวันเดินทางมาถึงและวันกลับ)
สถานที่: deCentral เชียงใหม่ Google Map และอำเภอเชียงของ (โดยความร่วมมือระหว่างกลุ่มรักษ์เชียงของ) Google Map
หมดเขตรับสมัคร: วันที่ 10 กันยายน พ.ศ.2569
กิตติกรรมประกาศ
ทีม Monsoon School: ริเริ่มและนำโดย เวินโด ร่วมด้วย พิรญาณ์ อาจวิชัย (เก็ต) และ อนันตญา ชาญเลิศไพศาล (ไอซ์)
บรรณาธิการ: โซอี้ บัตต์
ออกแบบ: ลิตา ชาลาอาดิศัย, สุรางคณา กาตาสาย, ศีตภา พรหมมลมาศ, ธารา เอมสวนะ, รัชนันท์ กฤษฤานนท์
ประชาสัมพันธ์และการสื่อสาร: ลักษณา บำรุงชีพ
การดำเนินการ: ธาริณี อินทรี, รษิกา วชิรธนากร
งานทะเบียน: ธรรมหทัย เลิศวัชรา
งานพัฒนาองค์กรและความสัมพันธ์เครือข่าย: เมทินี บุญยืน
ถ่ายภาพ: สิรศิลป์ ปังประเสริฐกุล
แปลภาษา: บุษบาพร กิตติสารวัณโณ
ล่าม: จารุณี สุนทรนาค
ขอขอบคุณเป็นพิเศษ: โซอี้ บัตต์, ปัญญ์ จิรกิติ, อ้อมขวัญ สาณะเสน, แซม สืออี้ เฉียน, Rockbund Art Museum เซี่ยงไฮ้, จิรันธนิน กิติกา และ เบลค พาร์มเมอร์
ด้วยความขอบคุณ
กระบวนกรร่วมของ Monsoon School #2 ได้แก่ Book Re:public, วรงค์ วงศ์ลังกา, Wo-Men Work, กลุ่มรักษ์เชียงของ และลุงเมือง
ผู้เข้าร่วมโครงการ Monsoon School #2
เพื่อนร่วมงานและผู้สนับสนุนจาก ดีเซ็นทรัล และ อาร์ต ตง เอียง แมเนจเมนท์
New Found Art Handler สำหรับการสนับสนุนด้านการผลิตและการติดตั้ง
*เครดิตภาพสำหรับแกลเลอรีภาพ: Wo-Men Work, กลุ่มรักษ์เชียงของ, วรงค์ วงศ์ลังกา
Organized By


Equipment Support

Venue Support



