ทว่าความผิดหวังดังกล่าวได้ปูทางไปสู่การกลับมา ด้วยแรงผลักดันจากการลุกฮือเรียกร้องประชาธิปไตยในปี พ.ศ. 2563 สินาโอบรับตัวตนในฐานะ "นักสร้างสรรค์" (Creator) และนักวาดภาพประกอบทางการเมือง เขาใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลในการเผยแพร่ผลงานที่วิพากษ์วิจารณ์อำนาจนิยมอย่างแหลมคม เสียดสี และได้รับการส่งต่ออย่างกว้างขวาง เขากลายเป็นกระบอกเสียงทางทัศนศิลป์ที่สำคัญของการเคลื่อนไหว นำศิลปะลงสู่พื้นที่แนวหน้าผ่านนิทรรศการแฟลชม็อบ I(‘M) HERE TOO ตลอดจนเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มคนทำงานศิลปะอย่าง “FreeArts” (ศิลปะปลดแอก) และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม “Democratic Illustrators” (นักวาดภาพประกอบประชาธิปไตย) ผลงานในช่วงเวลานี้ชูแนวคิดที่ว่าศิลปะคือเครื่องมือสามัญที่ทุกคนเข้าถึงได้เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ผ่านการสนับสนุนแนวคิดแบบ Copyleft ที่อนุญาตให้มวลชนนำผลงานไปผลิตซ้ำและดัดแปลงได้อย่างอิสระ ซึ่งเป็นการท้าทายความศักดิ์สิทธิ์ของพื้นที่แกลเลอรีและสถานะของตัวศิลปินเอง
การเดินทางแห่งการวิพากษ์วิจารณ์และการหยัดยืนนี้ ได้นำพาเขาไปสู่จังหวัดขอนแก่น ที่ซึ่งเขานิยามตนเองว่าเป็น "ผู้ลี้ภัยทางวัฒนธรรม" จากศูนย์กลางอำนาจอย่างกรุงเทพมหานคร ณ ที่แห่งนี้ ในปี พ.ศ. 2566 เขาได้ก่อตั้ง ALIEN Artspace พื้นที่ศิลปะอิสระที่มุ่งเน้นการเป็นแพลตฟอร์มให้กับเสียงของ "คนอื่น" และขับเคลื่อนชุมชนศิลปะร่วมสมัยอีสานให้ก้าวข้ามภาพจำแบบโรแมนติกไซส์ ด้วยปรัชญาการทำงานที่ให้ความสำคัญกับ "กำไรทางวัฒนธรรม" มากกว่าผลประโยชน์ตัวเงิน จากความพยายามดังกล่าวได้ต่อยอดมาสู่การขับเคลื่อนเครือข่ายพื้นที่ศิลปะทางเลือกในชื่อ TAPs (Thai Alliance Project Space) ในปี พ.ศ. 2568 เพื่อสร้างระบบนิเวศทางศิลปะที่เน้นชุมชนเป็นศูนย์กลางและเชื่อมโยงภูมิภาคต่างๆ เข้าด้วยกัน ผ่าน ALIEN Artspace, เครือข่าย TAPs และการสร้างสรรค์ผลงานอย่างต่อเนื่อง สินากำลังทำงานอย่างแข็งขันเพื่อสำรวจความเป็นไปได้ใหม่ๆ ว่าศิลปะคืออะไร และถูกสร้างขึ้นเพื่อใคร
หลังจากหยุดการแสดงงานเดี่ยวอย่างเป็นทางการไปเกือบหนึ่งทศวรรษ เขากลับมาจัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวครั้งสำคัญอีกครั้งข้ามปี พ.ศ. 2568 - 2569 ในชื่อ "Can't We Recant? (เราจะถอนคำพูดไม่ได้เลยหรือ?)" ณ Kinjai Contemporary นิทรรศการครั้งนี้เปรียบเสมือนการชำแหละกายวิภาคแห่งความทรงจำตลอด 4 ทศวรรษของเขา โดยเชื่อมร้อยประวัติศาสตร์จุลภาคของครอบครัวชนชั้นกลางไทย เข้ากับประวัติศาสตร์การเมืองมหภาคที่เต็มไปด้วยบาดแผล ตั้งแต่พฤษภาทมิฬ 2535, การสลายการชุมนุม 2553 มาจนถึงวิกฤตสิทธิมนุษยชนจากมาตรา 112 เพื่อทบทวนการเวียนว่ายตายเกิดของวงล้อประวัติศาสตร์ และยืนยันถึงการดำรงอยู่ของความเป็นมนุษย์ที่ไม่ยอมจำนน